Home » ข่าวทั่วไป / สาระ / ไอเดียความรู้

Category Archives: ข่าวทั่วไป / สาระ / ไอเดียความรู้

ประธานาธิบดีบราซิล รุดรีบเข้าพบหมอด่วน หวั่นอาการคล้ายโควิด 19

จาก สถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ที่นับว่าเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในปี 2020 ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก และแม้ว่าจุดเริ่มต้นที่เกิดการระบาดของโรคจะอยู่ที่ประเทศจีน แต่จีนนั้นได้รับมือกับการระบาดของโควิด 19 ได้เป็นอย่างดี จน ณ ตอนนี้ สถานการณ์ทางฝั่งอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และยุโรป กลับมีการระบาดของโรคแพร่กระจายมากกว่าจีนเสียอีก โดยบราซิลนั้นถือว่า เป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อสะสม เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมของประเทศบราซิล จากโพลสำรวจล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 เวลา 17.50 น. บราซิลยังอยู่มีผู้ติดเชื้อเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยผู้ติดเชื้อสะสมภายในประเทศ อยู่ที่ 1,668,589 คน เสียชีวิตสะสม 66,741 คน และ รักษาหายแล้ว 1,107,012 คน ถือว่ามียอดผู้ที่ติดเชื้อแล้วรักษาหายมากที่สุดในโลก

ล่าสุด ประธานาธิบดีบราซิล นายฌาอีร์ โบลโซนารู วัย 65 ปี ที่ครั้งหนึ่งเคยสบประมาทเกี่ยวกับเรื่อง ไวรัสโควิด 19 ว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น ได้มีการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด 19 หลังจากการทดสอบครั้งที่ 4 ได้ผลออกมาเป็นบวก ซึ่งก่อนหน้านี้ นายฌาอีร์ โบลโซนารู ได้รู้สึกมีอาการไม่สบายตัว ไข้สูง และไอ ตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และอาการก็แย่ลงเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด 19 จนผลทดสอบออกมาเป็นบวก และปัจจุบันได้รับการรักษาโดยใช้ยาไฮดรอกซิคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) ซึ่งเป็นยาที่ไว้ใช้สำหรับรักษาโรคมาลาเรีย และยาปฏิชีวนะแอชิโทรไมซิน (Azithromycin) ในเบื้องต้นก่อน

แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่าตัวยาดังกล่าว สามารถรักษาไวรัสดังกล่าวได้ และนายฌาอีร์คงยังต้องรักษาตัว โดยมี มาตรการกักกันตัว อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ นายฌาอีร์ ไม่เคยมีความคิดในเรื่องการป้องกันตัวเอง อย่างการสวมใส่หน้ากากอนามัย ซ้ำยังต่อต้านการกักกันตัวอย่างเปิดเผย เพียงเพราะว่า หากออกมาตรการต่าง ๆ จะส่ง ผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ และสุดสัปดาห์ก่อนที่จะตรวจร่างกาย นายฌาอีร์ นั้นได้ไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ หลายกิจกรรม อย่างเช่น ร่วมงานฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำบราซิล นายทอดด์ แชปแมน โดยทั้งคู่ปรากฏตัวร่วมกันถ่ายภาพต่อหน้าสื่อมวลชน โดยไม่ได้สวมใส่หน้ากากอนามัยแต่อย่างใด

บรรดาผู้คนใกล้ชิดกับนายฌาอีร์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างได้รับการเข้าตรวจร่างกาย และไม่มีผู้ใด ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 แต่ยังคงให้อยู่ในมาตรการป้องกันตัว โดยกักตัวในเบื้องต้นอยู่ในขณะนี้

อธิบดีกรมป่าไม้ สั่งถอนแจ้งความ 3 ชาวบ้านเก็บเห็ด

มีเรื่องเห็ดๆกับ ชาวบ้านรากหญ้า มาให้เห็นกันอีกแล้ว คราวนี่เกิดขึ้นที่จังหวัดศรีษะเกษ อ่านข่าวแล้วก็ชื่นใจแทน 3 ชาวบ้านที่ถูกแจ้งจับ เพราะนานๆจะได้เห็น คนใหญ่โตของบ้านเมือง เข้าอกเข้าใจและให้ความยุติธรรมกับชาวบ้านรากหญ้าตาดำๆ ที่ผ่านมาบางครั้งก็ไม่เข้าใจกฎหมาย หรือการวินิจฉัยของผู้มีตำแหน่ง.ในบ้านเมืองเราว่ามันออกมาอย่างนั้นได้ยังไง แต่กรณีของชาวบ้าน3 คน ชาว อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีษะเกษนี่ มีพระเอกขี่ม้าขาว ระดับ อธิบดีกรมป่าไม้ เข้ามาวินิจฉัย และไกล่เกลี่ยให้ด้วยความเข้าอกเข้าใจอย่างรวดเร็ว ทำให้อดฝันไม่ได้ว่า ถ้าข้าราชการในประเทศใส่ใจประชาชนระดับรากหญ้าของประเทศอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่ ก็จะถือเป็นโชคดีของประชาชนอย่างมาก

จากรณีที่ นายประธาน ตันรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีษะเกษ แจ้งความดำเนินคดี กับชาวบ้าน 3 คนคือ นางทัศอร โยแก้ว อายุ 36 ปี ,นางปราณี โยแก้ว อายุ 63 ปี และนางบุญมี อิทธิเดช อายุ 59 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ใน อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีษะเกษ ใน ข้อหาบุกรุกพื้นที่ สถานีเพาะชำกล้าไม้ จังหวัดศรีษะเกษ และลักลอบเก็บเห็ด โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563

นายประธาน ตันรุ่งเรืองกิจ ได้ให้ ตำรวจสายตรวจจับกุมตัวชาวบ้าน ทั้งสามคนไปที่สถานีตำรวจภูธร จังหวัดศรีษะเกษ ในช่วงเวลานั้น ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรศรีษะเกษ และผู้แทนนายอำเภอเมืองศรีษะเกษ ได้พยายามเข้าช่วยไกล่เกลี่ยและขอร้อง นายประธาน ตันรุ่งเรืองกิจ ผู้แจ้งจับ ไม่ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ และนายประธานยังได้ทำหนังสือราชการแจ้งความดำเนินคดีจับบุคคลทั้งสามอีกด้วย แต่เมื่อ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ทราบเรื่อง และพิจารณารายละเอียดความผิดของผู้ต้องหาทั้งสามแล้ว เห็นว่าควรจะแค่เพียงตักเตือนไว้ก่อน เพราะความผิดของชาวบ้านทั้งสามคน ยังไม่ครบองค์ประกอบที่จะต้องดำเนินคดี เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิจารณาคดี เพราะเป็นเรื่องที่ยังสามารถไกล่เกลี่ยได้ อีกทั้งของกลางที่จับได้ก็มีจำนวนน้อยมาก และชาวบ้านทั้งสามคนก็ยืนยันเหมือนกันว่า พวกตนไป เก็บเห็ด จากที่อื่นมาเพื่อเอามายังชีพเท่านั้น แต่ก็ยอมรับผิดว่าเข้าไปในเรือนเพาะกล้าไม้โดยที่ไม่ได้ขออนุญาต ล่าสุด นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ จึงได้มอบหมายให้นายประธาน ตันรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ ถอนแจ้งความ และปล่อยตัวชาวบ้านทั้งสามกลับบ้านเรียบร้อยแล้ว